กฎหมายหุ้นส่วนบริษัทเปลี่ยนอะไรบ้าง ตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2566

อัปเดตล่าสุด: 11 สิงหาคม 2569
อ้างอิง: พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 139 ตอนที่ 69 ก หน้า 1-9 วันที่ 8 พฤศจิกายน 2565)

ภาพรวมของฉบับแก้ไข

พระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งหมด 21 มาตรา โดยมาตรา 3 ถึงมาตรา 18 เป็นส่วนที่แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวม 16 มาตรา และเมื่อนับตามมาตราของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ถูกแก้ไขหรือเพิ่มขึ้นใหม่ จะได้ 24 มาตรา

บทความนี้ไม่ได้ไล่ครบทั้ง 24 มาตรา แต่คัดเฉพาะเรื่องที่กระทบเจ้าของกิจการโดยตรง การคัดเลือกนี้เป็นของเรา ไม่ใช่การจัดกลุ่มตามตัวบท

หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติระบุเหตุผลไว้ว่า บทบัญญัติเดิมไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ไม่เอื้อต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ และสร้างภาระโดยไม่จำเป็นแก่ประชาชน โดยยกตัวอย่างการกำหนดจำนวนขั้นต่ำของผู้เริ่มก่อการและตั้งบริษัทจำกัดไว้สามคน และการไม่กำหนดระยะเวลาการจ่ายเงินปันผล พร้อมทั้งเพิ่มหลักการควบรวมบริษัท

เริ่มใช้บังคับเมื่อไหร่

พระราชบัญญัตินี้ให้ไว้ ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2565 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565

มาตรา 2 กำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เมื่อนับตามถ้อยคำนี้แล้วจะตรงกับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ตัวบทไม่ได้พิมพ์วันที่ดังกล่าวไว้ เป็นการนับจากถ้อยคำในมาตรา 2

1. ตั้งบริษัทได้ด้วยคนสองคน

มาตรา 6 ยกเลิกความในมาตรา 1097 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความว่า

บุคคลใด ๆ ตั้งแต่สองคนขึ้นไปจะเริ่มก่อการและตั้งเป็นบริษัทจำกัดก็ได้ โดยเข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิ และกระทำการอย่างอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้

หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติยืนยันว่าบทบัญญัติเดิมกำหนดขั้นต่ำไว้สามคน นี่คือที่มาของธรรมเนียมยืมชื่อญาติมาเป็นผู้ถือหุ้นคนที่สาม ซึ่งไม่จำเป็นอีกแล้ว

2. หนังสือบริคณห์สนธิมีอายุสามปี

มาตรา 7 แก้ไขมาตรา 1099 กำหนดให้ทำหนังสือบริคณห์สนธิเป็นต้นฉบับไว้ไม่น้อยกว่าสองฉบับ ลงลายมือชื่อผู้เริ่มก่อการ โดยมีพยานลงชื่อรับรองด้วยสองคน และให้นำฉบับหนึ่งไปจดทะเบียน

และวรรคสองกำหนดว่า ถ้าการจดทะเบียนบริษัทมิได้ทำภายในสามปีนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ให้หนังสือบริคณห์สนธินั้นสิ้นผล บทเฉพาะกาลในมาตรา 19 ที่ยกเว้นการใช้วรรคสองนี้กับหนังสือบริคณห์สนธิที่จดทะเบียนไว้ก่อน แสดงว่าเป็นข้อกำหนดที่เพิ่มเข้ามาใหม่

รายละเอียดของหนังสือบริคณห์สนธิ ทั้งหกรายการตามมาตรา 1098 การแก้ไข และเงื่อนไขการจดพร้อมกับตั้งบริษัทวันเดียว อยู่ใน หนังสือบริคณห์สนธิคืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง จดแล้วต้องตั้งบริษัทเลยไหม

บทเฉพาะกาล มาตรา 19 กำหนดว่ากรณีจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัท ให้จดทะเบียนบริษัทได้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยมิให้นำมาตรา 1099 วรรคสอง มาใช้บังคับในช่วงเวลาดังกล่าว

3. ตราบริษัท — ตัวบทเปิดช่องว่าอาจไม่มีก็ได้

มาตรา 9 แก้ไขวรรคหนึ่งของมาตรา 1128 ให้ใช้ความว่า ในใบหุ้นทุก ๆ ใบให้กรรมการอย่างน้อยหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัท ถ้ามี

ถ้อยคำว่า ถ้ามี แสดงว่าตัวบทเปิดช่องให้บริษัทไม่มีตราประทับได้ ทั้งนี้วรรคที่ยกมานี้พูดถึงการลงลายมือชื่อในใบหุ้นโดยเฉพาะ

4. ประชุมกรรมการผ่านเทคโนโลยีได้

มาตรา 11 เพิ่มมาตรา 1162/1 ขึ้นใหม่ กำหนดว่าการประชุมกรรมการอาจดำเนินการโดยการติดต่อสื่อสารด้วยเทคโนโลยีอย่างหนึ่งอย่างใด โดยกรรมการไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวในที่ประชุมก็ได้ เว้นแต่ข้อบังคับของบริษัทจะกำหนดห้ามไว้

จุดที่ต้องระวัง ถ้าข้อบังคับบริษัทเดิมเขียนห้ามไว้ ก็ยังใช้ประชุมทางเทคโนโลยีไม่ได้ ต้องแก้ข้อบังคับก่อน

5. คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่

เรื่องนี้มีคนเข้าใจผิดกันมาก จึงต้องอ่านให้ครบ

มาตรา 12 แก้ไขวรรคหนึ่งของมาตรา 1175 โดยหลักทั่วไปยังคงเป็นการส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคน ก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และถ้าเป็นการเรียกประชุมใหญ่เพื่อลงมติพิเศษ ต้องไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน

ส่วนทางเลือกให้โฆษณาในสื่ออิเล็กทรอนิกส์แทนหนังสือพิมพ์ ใช้ได้ เฉพาะกรณีที่บริษัทมีหุ้นชนิดที่มีใบหุ้นออกให้แก่ผู้ถือ เท่านั้น

บริษัทจำกัดทั่วไปแทบไม่มีหุ้นชนิดผู้ถือ ดังนั้นการส่งไปรษณีย์ตอบรับจึงยังเป็นหน้าที่หลัก

6. องค์ประชุมใหญ่

มาตรา 13 แก้ไขมาตรา 1178 กำหนดว่าการประชุมใหญ่ต้องมีผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะจากผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมกันไม่น้อยกว่าสองคน และมีจำนวนหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่แห่งทุนของบริษัท จึงจะสามารถลงมติในเรื่องใด ๆ ได้

7. จ่ายเงินปันผลต้องเสร็จภายในหนึ่งเดือน

มาตรา 14 แก้ไขวรรคสี่ของมาตรา 1201 กำหนดว่าการจ่ายเงินปันผลให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่หรือกรรมการลงมติ แล้วแต่กรณี

หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติระบุว่าการไม่กำหนดระยะเวลาการจ่ายเงินปันผลเป็นหนึ่งในเหตุผลของการแก้ไขฉบับนี้

8. เหตุที่ศาลสั่งเลิกบริษัท

มาตรา 15 แก้ไข (4) ของมาตรา 1237 เป็น “ถ้าจำนวนผู้ถือหุ้นลดน้อยลงจนเหลือเพียงคนเดียว”

มาตรา 16 แก้ไข (5) ของมาตราเดียวกันเป็น “เมื่อมีเหตุอื่นใดทำให้บริษัทนั้นไม่สามารถที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้”

9. ควบรวมบริษัทได้สองรูปแบบ

มาตรา 17 ยกเลิกชื่อส่วนที่ 9 การควบบริษัทจำกัดเข้ากัน เปลี่ยนเป็น การควบรวมบริษัทจำกัด และแก้ไขบทบัญญัติในส่วนนี้ใหม่

มาตรา 1238 ที่แก้ใหม่กำหนดว่าบริษัทตั้งแต่สองบริษัทขึ้นไปจะควบรวมกันในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง คือ

  1. ควบรวมกันโดยเป็นบริษัทขึ้นใหม่ และบริษัทที่มาควบรวมกันต่างหมดสภาพการเป็นนิติบุคคล
  2. ควบรวมกันโดยบริษัทหนึ่งบริษัทใดยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคล และบริษัทอื่นหมดสภาพ

หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติระบุว่าฉบับนี้เพิ่มหลักการควบรวมบริษัท และชื่อส่วนที่ 9 เปลี่ยนจาก การควบบริษัทจำกัดเข้ากัน เป็น การควบรวมบริษัทจำกัด

มาตรา 1239/1 ที่เพิ่มใหม่คุ้มครองผู้ถือหุ้นที่คัดค้าน โดยบริษัทต้องจัดให้มีผู้ซื้อหุ้นในราคาที่ตกลงกัน หรือถ้าตกลงไม่ได้ให้ใช้ราคาตามที่ผู้ประเมินราคากำหนด

มาตรา 17 ยังเพิ่มมาตรา 1240/1 ถึง 1240/3 ซึ่งกำหนดเรื่องการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทที่จะควบรวม กรอบเวลาในการดำเนินการ องค์ประชุม และการส่งมอบกิจการ

บทเฉพาะกาล มาตรา 20 กำหนดว่าการควบบริษัทที่มีมติก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จะดำเนินการตามบทบัญญัติเดิมต่อไปก็ได้

10. แปรสภาพห้างหุ้นส่วนเป็นบริษัทจำกัด

มาตรา 18 แก้ไขมาตรา 1246/1 กำหนดว่าห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดอาจแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดได้ โดยความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน แล้วแจ้งความยินยอมเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนให้ความยินยอม

พร้อมทั้งต้องให้เจ้าหนี้มีโอกาสคัดค้านภายในสามสิบวัน และถ้ามีการคัดค้าน ห้างหุ้นส่วนนั้นจะแปรสภาพมิได้จนกว่าจะได้ชำระหนี้หรือให้ประกันเพื่อหนี้นั้นแล้ว

เรื่องอื่นที่แก้ไปด้วย

  • มาตรา 3 แก้ไขมาตรา 1016 เรื่องสถานที่จดทะเบียน โดยเพิ่มว่าจดได้ที่สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ หรือตามที่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงประกาศกำหนด
  • มาตรา 5 แก้ไขมาตรา 1020/1 โดยวรรคสองกำหนดว่ากฎกระทรวงตามวรรคหนึ่งจะกำหนดค่าธรรมเนียมให้แตกต่างกันตามรูปแบบการทำธุรกรรมก็ได้
  • มาตรา 21 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

สรุปสำหรับเจ้าของกิจการ

  • ถ้าจะตั้งบริษัทใหม่ ไม่ต้องหาคนที่สามแล้ว
  • ถ้าจดหนังสือบริคณห์สนธิไว้นานแล้ว ตรวจดูว่ายังไม่เกินสามปี
  • ถ้าข้อบังคับบริษัทห้ามประชุมทางเทคโนโลยี ควรพิจารณาแก้
  • การเรียกประชุมใหญ่ยังต้องส่งคำบอกกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับถึงผู้ถือหุ้นทุกคน ส่วนทางเลือกโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ใช้แทนหนังสือพิมพ์ได้เฉพาะบริษัทที่มีหุ้นชนิดผู้ถือ
  • ถ้ามีมติจ่ายปันผล ต้องจ่ายให้เสร็จภายในหนึ่งเดือน
  • ถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดและคิดจะแปรสภาพเป็นบริษัท เส้นทางชัดขึ้นแล้ว

แหล่งอ้างอิง

ประวัติการแก้ไข (3 รายการ)

11 ส.ค. 2569

  • แก้บรรทัดสรุปเรื่องคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ เดิมเขียนว่า “การเรียกประชุมใหญ่ยังต้องส่งไปรษณีย์ตอบรับ เว้นแต่บริษัทมีหุ้นชนิดผู้ถือ” ซึ่งอ่านได้ว่าบริษัทที่มีหุ้นชนิดผู้ถือไม่ต้องส่งไปรษณีย์ ขัดกับเนื้อหาในหัวข้อ 5 ของบทความเองที่ระบุว่าการส่งไปรษณีย์ตอบรับยังเป็นหน้าที่หลัก และทางเลือกสื่ออิเล็กทรอนิกส์ใช้แทนหนังสือพิมพ์
  • เปลี่ยนหัวข้อ “3. ตราบริษัทไม่บังคับ” เป็น “3. ตราบริษัท — ตัวบทเปิดช่องว่าอาจไม่มีก็ได้” และแก้คำอธิบาย เพราะมาตรา 1128 วรรคหนึ่งที่ยกมาพูดถึงการลงลายมือชื่อในใบหุ้นเท่านั้น

10 ส.ค. 2569

  • เผยแพร่ครั้งแรก

บทความนี้เรียบเรียงจากตัวบทกฎหมายที่อ้างถึง ณ วันที่ระบุด้านบน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาตรวจสอบกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ