อัปเดตล่าสุด: 11 สิงหาคม 2569
อ้างอิง: ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดพาณิชยกิจที่ผู้ประกอบพาณิชยกิจต้องจดทะเบียนและพาณิชยกิจที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 พ.ศ. 2567 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 141 ตอนพิเศษ 152 ง หน้า 6-7 วันที่ 4 มิถุนายน 2567) และพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499
อ่านตรงนี้ก่อน ถ้าเคยหาข้อมูลเรื่องนี้มาแล้ว
บทความเรื่องนี้เกือบทั้งหมดบนอินเทอร์เน็ต รวมถึงที่เขียนในปี 2568-2569 ยังอ้างประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2553
ประกาศฉบับนั้นถูกยกเลิกไปแล้ว โดยประกาศฉบับปี 2567 ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 5 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามข้อ 2 และเป็นวันที่ที่คำชี้แจงเพิ่มเติมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุไว้ตรงกัน
ข้อ 3 ของประกาศใหม่ยกเลิกประกาศเดิมสองฉบับ คือประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 93 (พ.ศ. 2520) ลงวันที่ 28 มีนาคม 2520 และประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจต้องจดทะเบียนพาณิชย์ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2553 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553
สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่เลขประกาศ แต่คือตัวเกณฑ์และตัวผู้มีหน้าที่
สรุปกฎปัจจุบัน
ถ้าคุณเป็น บุคคลธรรมดา หรือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่ขายสินค้าหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นอาชีพปกติ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ ค่าธรรมเนียม 50 บาท
ถ้าคุณเป็น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน หรือบริษัทมหาชนจำกัด — ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์แล้ว
ถ้าคุณกำลังหาวิธีจดทะเบียนการค้า นี่คือเรื่องเดียวกัน ชื่อตามกฎหมายคือจดทะเบียนพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 เอกสารที่เราเปิดอ่านทุกฉบับใช้คำนี้ ขั้นตอน เอกสาร และค่าธรรมเนียมทั้งหมดอยู่ในบทความนี้
จุดที่เปลี่ยนมากที่สุด: นิติบุคคลหลุดออกจากบังคับ
เดิมบริษัทที่ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์เพิ่มอีกหนึ่งใบ แม้จะจดนิติบุคคลไว้แล้ว เพราะประกาศเก่ามีข้อยกเว้นซ้อนสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ข้อยกเว้นซ้อนนั้นอยู่ในข้อ 5 ของประกาศฉบับที่ 11 พ.ศ. 2553 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอนพิเศษ 151 ง หน้า 19-21 วันที่ 29 ธันวาคม 2553) ซึ่งระบุว่าไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัทจำกัด ถ้าซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
ประกาศปี 2567 ตัดเรื่องนี้ออก ข้อ 4(1) ยกเว้นห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัดที่เป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบริษัทมหาชนจำกัด ออกจากบังคับของพระราชบัญญัติ โดยไม่มีข้อยกเว้นซ้อนอีก ส่วนข้อ 5 ซึ่งกำหนดว่าใครต้องจด ระบุเฉพาะบุคคลธรรมดาและห้างหุ้นส่วนสามัญ
ข้อ 4(2) ยังยกเว้นกลุ่มเกษตรกรที่จดทะเบียนจัดตั้งตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2547 ด้วย
และข้อ 8 กำหนดต่อว่า ใบทะเบียนพาณิชย์ที่นายทะเบียนเคยออกให้นิติบุคคลเหล่านี้ก่อนประกาศใช้บังคับ เป็นอันสิ้นผลไป
ตัวอย่าง
- บริษัทจำกัดที่ขายของใน Shopee มาห้าปี เคยจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไว้เมื่อปี 2565 — ใบนั้นสิ้นผลตั้งแต่ 5 มิถุนายน 2567 และไม่ต้องไปจดใหม่
- ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดเป็นนิติบุคคล ขายของออนไลน์ — ยังต้องจดอยู่ ตรงนี้คือจุดที่ชื่อคล้ายกันแล้วคนสับสนมากที่สุด ให้ดูจากหนังสือรับรองหรือเลขทะเบียน 13 หลักว่าเป็นนิติบุคคลหรือไม่
ส่วนบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ และนิติบุคคลต่างประเทศที่ตั้งสาขาในไทย ซึ่งจดไว้ก่อนหน้า ข้อ 7 ให้ถือว่าเป็นผู้จดทะเบียนตามประกาศใหม่แล้ว ไม่ต้องจดซ้ำ
ถ้าคุณเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด อ่านรายละเอียดเฉพาะกรณีนี้ได้ที่ บริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัด ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์แล้ว
เกณฑ์เงินเปลี่ยน แต่ไม่ได้ใช้กับทุกกรณี
ประกาศเดิมใช้เกณฑ์ขายได้วันละ 20 บาทขึ้นไป หรือมีสินค้าไว้เพื่อขายรวม 500 บาทขึ้นไป (ข้อ 4(2) ของประกาศฉบับที่ 11 พ.ศ. 2553) ประกาศปี 2567 ปรับเป็น 300 บาท และ 10,000 บาท
แต่จุดที่ต้องอ่านให้ละเอียดคือ เกณฑ์นี้ไม่ได้ผูกกับทุกข้อ
ข้อ 5(2) การขายสินค้าทั่วไป มีเกณฑ์ คือขายได้ในวันหนึ่งวันใดตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป หรือมีสินค้าไว้เพื่อขายมูลค่ารวมตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป
ข้อ 5(4) การประกอบหัตถกรรมหรืออุตสาหกรรม มีเกณฑ์เช่นกัน
แต่ข้อ 5(5) การซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไม่มีตัวเลขกำกับไว้เลย
ตามตัวบท การขายผ่านอินเทอร์เน็ตจึงไม่มีเพดานขั้นต่ำ สิ่งที่ยังใช้เป็นเส้นแบ่งคือคำว่า “เป็นอาชีพปกติ” ตามมาตรา 5(4) แห่งพระราชบัญญัติ ไม่ใช่จำนวนเงิน
ส่วนกิจการที่ไม่ได้ขายผ่านอินเทอร์เน็ต ข้อ 5 ยังมีอีกสี่ข้อที่กำหนดว่าใครต้องจด และมาตรา 7 ยกเว้นไว้อีกหกกลุ่ม รวมไว้ที่ กิจการแบบไหนไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
ตัวอย่าง
- ร้านขายเครื่องสำอางในไลน์ วันไหนขายได้ 200 บาท วันไหนไม่ได้เลย — ยอดต่ำกว่า 300 บาท แต่ถ้าทำเป็นอาชีพปกติ ก็ยังเข้าข่ายข้อ 5(5) ซึ่งไม่มีเกณฑ์เงิน
- คนทำงานประจำที่ขายของหน้าร้านเสาร์อาทิตย์ ขายได้วันละ 250 บาท ไม่มีสต๊อกค้าง — ไม่เข้าเกณฑ์ข้อ 5(2) เพราะต่ำกว่า 300 บาทและสินค้าไม่ถึง 10,000 บาท
- คนเย็บกระเป๋าผ้าขายเอง มีกระเป๋าที่เย็บเสร็จรอขายอยู่ 12,000 บาท — เข้าข่ายข้อ 5(4) เพราะนับจากสินค้าที่ผลิตได้ ส่วนผ้าและอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้เย็บ ตัวบทไม่ได้ให้นับรวม
เส้นแบ่งจริงคือคำว่า “เป็นอาชีพปกติ”
มาตรา 5(4) นิยาม “ผู้ประกอบพาณิชยกิจ” ว่าหมายถึงบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งประกอบพาณิชยกิจ เป็นอาชีพปกติ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเคยวินิจฉัยว่า การขายสินค้าหรือบริการผ่าน Facebook, Instagram หรือ Line ถือเป็นการขายโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่ทั้งนี้ต้องขายเป็นอาชีพปกติ (หนังสือที่ พณ 0806/2313 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556)
ตัวอย่าง
- ป้าที่ขายเสื้อผ้ามือสองในกลุ่มเฟซบุ๊ก เดือนละสองสามตัว ตัวละสองร้อย — ไม่ใช่อาชีพปกติ ไม่ต้องจด
- คนทำงานประจำที่รับพรีออเดอร์ของจากเกาหลีทุกเดือน มีลูกค้าประจำ — เป็นอาชีพปกติแล้ว ต้องจด แม้จะทำเป็นงานเสริม
- นักศึกษาที่ขายเสื้อรุ่นครั้งเดียวจบ — ไม่ต้องจด
จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่ทะเบียนคนละใบ
หลายคนเข้าใจว่ามีทะเบียนสองแบบ คือทะเบียนพาณิชย์ธรรมดากับทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่ตรงกับที่ตัวบทและแบบพิมพ์กำหนดไว้
ข้อ 5 ของประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2567 ไล่พาณิชยกิจที่ต้องจดทะเบียนไว้ห้าประเภทในรายการเดียวกัน โดยการซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นข้อ (5) ของรายการนั้น เช่นเดียวกับการทำโรงสีข้าวซึ่งเป็นข้อ (1) และการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนค้าต่างซึ่งเป็นข้อ (3)
แบบพิมพ์ที่ใช้ก็เป็นแบบเดียวกัน คือคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ (แบบ ทพ.) และใบที่ได้รับคือใบทะเบียนพาณิชย์ตามมาตรา 14 ซึ่งพระราชบัญญัติกำหนดไว้ชนิดเดียว โดยคู่มือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเรียกแบบพิมพ์ของใบนี้ว่า พค.0403
คำว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นชื่อเรียกชนิดของพาณิชยกิจ ไม่ใช่ชื่อของทะเบียน
สิ่งที่ต่างออกไปจริงมีสองอย่าง อย่างแรกคือคำแนะนำของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุแบบพิมพ์เพิ่มหนึ่งรายการ คือ รายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต์ ซึ่งเป็นเอกสารแนบแบบ ทพ. กรอกหนึ่งชุดต่อหนึ่งเว็บไซต์
อย่างที่สองคือเครื่องหมาย DBD Registered ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอนุญาตเฉพาะร้านค้าออนไลน์ที่เป็นเว็บไซต์และมีโดเมนเนมของตนเอง ไม่รวมคนที่ขายผ่านเพจหรือไลน์อย่างเดียว และเอกสารการจดโดเมนเนมเป็นเอกสารประกอบของการขอเครื่องหมายนี้ ไม่ใช่ของการจดทะเบียนพาณิชย์
เรื่องที่เรายังตอบไม่ได้ ถ้าขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ จะยื่นครั้งเดียวหรือสองครั้ง แบบ ทพ. มีช่องชนิดแห่งพาณิชยกิจสี่บรรทัด และมาตรา 12(3) กำหนดให้จดทะเบียนชนิดแห่งพาณิชยกิจเป็นรายการเดียว ซึ่งอ่านได้ว่ากรอกหลายชนิดในใบเดียว แต่เรายังไม่พบเอกสารของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ตอบเรื่องนี้ไว้ตรง ๆ จึงยังไม่ระบุคำตอบชี้ขาด
เว็บแบบไหนเข้าข่าย แบบไหนไม่เข้า
รายการต่อไปนี้มาจากคำชี้แจงของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เราไล่หาไฟล์ต้นฉบับจากหน้าเอกสารของกรมฯ แล้วไม่พบ ไฟล์ที่ลิงก์ไว้ในหน้าคำถามที่พบบ่อยของกรมฯ เองก็เปิดไม่ได้ จึงยังไม่ได้ตรวจจากต้นทาง ใช้เป็นแนวเข้าใจได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นข้อยุติ
เข้าข่ายต้องจด — มีระบบสั่งซื้อ เช่นฟอร์มหรือตะกร้าหรืออีเมล / มีระบบชำระเงินไม่ว่าออนไลน์หรือออฟไลน์ / มีระบบสมาชิกที่คิดค่าใช้จ่าย / มีวัตถุประสงค์หลักรับจ้างโฆษณาสินค้าของผู้อื่นและมีรายได้จากโฆษณานั้น / รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ / เว็บเกมออนไลน์ที่คิดค่าบริการ / เว็บที่ส่งมอบสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต เช่นดาวน์โหลดเพลงหรือโปรแกรม
ไม่เข้าข่าย — โชว์สินค้าตัวเองแต่ค้าขายทางช่องทางปกติ แม้จะเขียนว่าสนใจโทรติดต่อ / โฆษณาสินค้าตัวเองโดยการโฆษณาไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก แม้จะมีแบนเนอร์ของผู้อื่นมาติดและมีรายได้จากแบนเนอร์ / เผยแพร่ข้อมูลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เช่นเพื่อการสอนหรือประกาศรับสมัครงาน / เว็บไซต์ส่วนตัว / เว็บสื่อกลางแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่เก็บค่าสมาชิก
ตัวอย่าง
- เว็บบริษัทที่โชว์สินค้าแล้วเขียนว่าสนใจโทรสอบถาม ไม่มีตะกร้าไม่มีระบบชำระเงิน — ไม่เข้าข่าย
- เว็บบล็อกที่เขียนรีวิวแล้วติดโฆษณาหารายได้เป็นหลัก — เข้าข่าย เพราะวัตถุประสงค์หลักคือรายได้จากโฆษณาของผู้อื่น
กิจการบริการส่วนใหญ่ไม่ต้องจด
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวินิจฉัยว่า การรับเหมาก่อสร้าง ติดตั้งงานเหล็ก ติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ ไม่อยู่ภายใต้บังคับของประกาศ จึงไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ (หนังสือที่ พณ 0805.02/1515 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2554) คำวินิจฉัยนี้อ้างประกาศกระทรวงพาณิชย์ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2553 ซึ่งถูกยกเลิกแล้วโดยข้อ 3(2) ของประกาศ พ.ศ. 2567 แต่ข้อ 5 ของฉบับใหม่ก็ไม่มีรายการรับเหมาก่อสร้างเช่นกัน
ตัวอย่าง
- ผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานหน้างานตามปกติ — ไม่เข้ารายการใดในข้อ 5
- แต่ถ้าผู้รับเหมาคนเดียวกันเปิดขายวัสดุก่อสร้างด้วย — ส่วนที่ขายของนั่นแหละที่ต้องจด
ข้อควรระวัง ข้อ 5(5) ใช้คำว่า “การซื้อขายสินค้าหรือบริการ” ธุรกิจบริการที่ตกลงซื้อขายกันผ่านอินเทอร์เน็ตจึงกลับเข้าข้อนี้ได้ ไม่ได้หลุดเพียงเพราะไม่ใช่การขายสินค้า เส้นแบ่งตรงนี้อธิบายไว้ที่ กิจการแบบไหนไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
ใบทะเบียนพาณิชย์ไม่ใช่การจดบริษัท
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวินิจฉัยว่า ใบทะเบียนพาณิชย์ที่ออกตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 มิได้เป็นการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด (หนังสือที่ พณ 0805/2205 ลงวันที่ 18 กันยายน 2552)
ส่วนตัวใบทะเบียนพาณิชย์เองมีรายละเอียดอีกพอสมควร ทั้งรายการสิบข้อตามมาตรา 12 หน้าที่หลังได้ใบ และกรณีใบหาย อยู่ใน ใบทะเบียนพาณิชย์คืออะไร ต่างจากทะเบียนการค้าไหม
จดแล้วจะโดนภาษีเพิ่มไหม
หน้าที่เสียภาษีเงินได้เกิดจากการมีรายได้ตามประมวลรัษฎากร ไม่ได้เกิดจากการจดทะเบียนพาณิชย์ ทะเบียนพาณิชย์อยู่กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่วนภาษีอยู่กับกรมสรรพากร คนละกฎหมายคนละหน่วยงาน
การไม่จดจึงไม่ได้ทำให้พ้นจากภาษี แค่ทำให้ผิดเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง
เอกสารและขั้นตอน
ยื่นที่สำนักงานทะเบียนพาณิชย์กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบลที่สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด เฉพาะในท้องที่นอกเขตเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล
เอกสาร “คำขอและเอกสารประกอบการจดทะเบียนพาณิชย์” ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยแพร่ ระบุรายการสำหรับบุคคลธรรมดา กรณีจดทะเบียนตั้งใหม่ ไว้ห้ารายการ
- แบบ ทพ. คำขอจดทะเบียนพาณิชย์ ใช้ทั้งสองหน้า
- สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ประกอบพาณิชยกิจ เฉพาะกรณีมอบอำนาจให้จดทะเบียน
- กรณีเป็นเจ้าบ้าน ให้แสดงทะเบียนบ้านต่อนายทะเบียน เว้นแต่มิได้เป็นเจ้าบ้าน ต้องแนบหนังสือให้ความยินยอมใช้สถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่พร้อมเอกสารสิทธิ์ของผู้ให้ความยินยอม หรือสำเนาสัญญาเช่าพร้อมเอกสารสิทธิ์ของผู้ให้เช่า
- แผนที่แสดงสถานที่ซึ่งใช้ประกอบพาณิชยกิจ และสถานที่สำคัญบริเวณใกล้เคียงโดยสังเขป
- หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี) ตัวแบบระบุให้ปิดอากรแสตมป์ 10 บาท
จุดที่คนเตรียมผิดบ่อยที่สุด คือทะเบียนบ้าน เอกสารของกรมฯ ใช้คำว่าให้แสดงทะเบียนบ้านต่อนายทะเบียน ไม่ใช่แนบสำเนา และกรณีไม่ได้เป็นเจ้าบ้าน สิ่งที่ต้องแนบคู่กับหนังสือยินยอมคือเอกสารสิทธิ์ของผู้ให้ความยินยอม เช่น โฉนดหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ ไม่ใช่สำเนาทะเบียนบ้านของเขา
กรณีพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คำแนะนำของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุแบบพิมพ์เพิ่มหนึ่งรายการ คือ รายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต์ ซึ่งเป็นเอกสารแนบแบบ ทพ. กรอกหนึ่งชุดต่อหนึ่งเว็บไซต์ ส่วนเอกสารการจดโดเมนเนมเป็นเอกสารประกอบของการขอเครื่องหมาย DBD Registered ไม่ใช่ของการจดทะเบียนพาณิชย์
แต่ละท้องที่อาจขอเอกสารไม่เท่ากัน เพราะคู่มือสำหรับประชาชนออกโดยหน่วยงานที่รับจดทะเบียนแต่ละแห่ง ส่วนรายการข้างบนเป็นของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าซึ่งเป็นสำนักงานกลาง หากนายทะเบียนขอเอกสารเพิ่มจากที่กำหนด ทำได้โดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 พิจารณาเป็นรายกรณี (หนังสือที่ พณ 0805/0272 ลงวันที่ 29 มกราคม 2553) ก่อนไปยื่นจึงควรโทรถามสำนักงานในพื้นที่ก่อน
คู่มือประชาชนระบุเวลาไว้เป็นขั้น คือตรวจเอกสาร 30 นาที รับชำระค่าธรรมเนียม 5 นาที รับจดทะเบียนและบันทึกข้อมูล 15 นาที ลงนามและมอบใบทะเบียน 10 นาที รวม 60 นาที
หากนายทะเบียนขอเอกสารเพิ่มจากที่กำหนด ทำได้โดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 พิจารณาเป็นรายกรณี ซึ่งเป็นเหตุที่แต่ละท้องที่ขอเอกสารไม่เหมือนกัน (หนังสือที่ พณ 0805/0272 ลงวันที่ 29 มกราคม 2553)
เครื่องหมาย DBD Registered คนละอย่างกับการจดทะเบียน
การจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ทำมีโทษปรับ ส่วน DBD Registered เป็นเครื่องหมายรับรองที่ขอเพิ่มได้ภายหลัง เป็นทางเลือก ไม่ขอก็ไม่ผิด
ยื่นขอได้ที่กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือผ่านเว็บไซต์ trustmarkthai.com คู่มือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุเอกสารไว้สี่รายการ
- สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ (แบบ พค.0403)
- สำเนารายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต์ (เอกสารแนบ ทพ.) กรอกหนึ่งใบต่อหนึ่งเว็บไซต์
- สำเนาเอกสารการจดโดเมนเนม โดยชื่อผู้จดทะเบียนโดเมนเนมต้องเป็นชื่อผู้ประกอบการที่จดทะเบียนพาณิชย์
- เอกสารอื่นถ้ามี เช่น ใบแสดงตัวแทนจำหน่าย ใบแสดงลิขสิทธิ์ หรือใบอนุญาตการประกอบธุรกิจนั้น
คู่มือฉบับนี้เขียนขึ้นเมื่อครั้งประกาศฉบับที่ 11 พ.ศ. 2553 ยังใช้บังคับ ส่วนที่ยกมานี้เป็นหลักเกณฑ์ทางปฏิบัติของเครื่องหมายรับรอง ไม่ใช่รายการกิจการที่ประกาศ พ.ศ. 2567 เปลี่ยนไป
ขายผ่านเพจหรือไลน์อย่างเดียว ขอเครื่องหมายนี้ไม่ได้
แนวปฏิบัติในคู่มือฉบับเดียวกันระบุว่า กรมฯ จะอนุญาตให้ใช้เครื่องหมาย DBD Registered เฉพาะร้านค้าออนไลน์ที่เป็นเว็บไซต์และมีโดเมนเนมเป็นของตนเอง ไม่รวมสื่อออนไลน์อื่น คนที่ขายผ่านเพจเฟซบุ๊กหรือไลน์อย่างเดียวจึงยังต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตามหน้าที่ แต่ขอเครื่องหมายนี้ไม่ได้
คู่มือยังระบุด้วยว่า การนำเครื่องหมาย DBD Registered ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ
ตลาดแบบตรงกับ สคบ. ใครต้องจด ใครได้รับยกเว้น
นอกจากทะเบียนพาณิชย์ซึ่งอยู่กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อาจเข้าข่ายตลาดแบบตรง ซึ่งมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ห้ามประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงเว้นแต่จะได้จดทะเบียนไว้ก่อน โดยจดกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นคนละใบและคนละหน่วยงานกับทะเบียนพาณิชย์
แต่กฎกระทรวงกำหนดการซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ถือว่าเป็นตลาดแบบตรง พ.ศ. 2561 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 96 ก หน้า 1-2 วันที่ 20 พฤศจิกายน 2561) กันสี่กลุ่มออกจากนิยามนี้
กฎกระทรวงฉบับนี้ออกตามบทนิยามคำว่า “ตลาดแบบตรง” ในมาตรา 3 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560
- บุคคลธรรมดาซึ่งมิได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง และมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไม่เกินหนึ่งล้านแปดแสนบาทต่อปี
- วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
- วิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน
- สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์
ข้อสังเกต เกณฑ์รายได้หนึ่งล้านแปดแสนบาทผูกอยู่กับข้อ (1) ซึ่งใช้กับบุคคลธรรมดาเท่านั้น นิติบุคคลไม่ได้รับยกเว้นด้วยเกณฑ์รายได้ ต้องเข้าทางข้อ (2) คือการขึ้นทะเบียนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแทน
ผู้ที่เข้าข่ายแล้วไม่จดทะเบียน มาตรา 51/1 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน ซึ่งเป็นโทษอาญา ไม่ใช่ความผิดทางพินัย
หน้าที่หลังจดทะเบียน
มาตรา 14 วรรคสาม ให้แสดงใบทะเบียนพาณิชย์หรือใบแทนไว้ ณ สำนักงานในที่เปิดเผยซึ่งอาจเห็นได้ง่าย ส่วนวรรคสองกำหนดว่าถ้าใบทะเบียนพาณิชย์สูญหาย ต้องยื่นคำขอรับใบแทนภายใน 30 วันนับแต่วันที่สูญหาย
มาตรา 15 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าเมื่อได้จดทะเบียนพาณิชย์แล้ว ให้จัดให้มีป้ายชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจไว้ที่หน้าสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขาโดยเปิดเผย ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้จดทะเบียน
วรรคสองกำหนดว่าป้ายชื่อนี้ให้เขียนเป็นอักษรไทย อ่านได้ง่ายและชัดเจน และจะมีอักษรต่างประเทศด้วยก็ได้ ไม่ว่าจะกระทำบนแผ่นไม้ แผ่นโลหะ แผ่นกระจก กำแพง หรือผนัง
วรรคสามกำหนดว่าชื่อในป้ายก็ดี ในเอกสารใด ๆ ก็ดี ต้องใช้ให้ตรงกับชื่อที่จดทะเบียนไว้ และถ้าเป็นสำนักงานสาขาต้องมีคำว่า สาขา ไว้ด้วย
มาตรา 13 ถ้าเปลี่ยนแปลงรายการที่จดไว้ หรือเลิกกิจการ ต้องยื่นภายใน 30 วัน
บทลงโทษ
มาตรา 19 ไม่จดทะเบียน แสดงรายการเท็จ หรือไม่ยอมให้นายทะเบียนสอบสวนหรือตรวจสอบ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท และกรณีไม่จดทะเบียนซึ่งเป็นความผิดต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา 20 ไม่แสดงใบทะเบียนหรือไม่ติดป้ายชื่อ ปรับไม่เกิน 200 บาท และกรณีต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 20 บาท
มาตรา 21 ประกอบกิจการต่อทั้งที่ถูกสั่งถอนใบทะเบียน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา 19 และมาตรา 20 เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยแล้วตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2566 ซึ่งเปลี่ยนทั้งวิธีดำเนินการและตัวผู้มีอำนาจปรับ อ่านรายละเอียดได้ที่ ไม่จดทะเบียนพาณิชย์ โทษเท่าไหร่ ปรับจริงไหม
ค่าธรรมเนียมทั้งหมด
อัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติมีหกรายการ คือ จดทะเบียนพาณิชย์ 50 บาท / จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ ครั้งละ 20 บาท / จดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจ ครั้งละ 20 บาท / ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ ฉบับละ 30 บาท / ขอตรวจดูเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนพาณิชย์ของผู้ประกอบพาณิชยกิจรายหนึ่ง ครั้งละ 20 บาท / ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่คัดสำเนาและรับรองสำเนาเอกสาร ฉบับละ 30 บาท
เกร็ดที่คนไม่ค่อยรู้
ตามมาตรา 18 คำว่า “ผู้ใด” หมายถึงบุคคลทั่วไป ใครก็ตามขอตรวจดู ขอคัดสำเนา และขอรับรองสำเนาเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนพาณิชย์ของผู้อื่นได้เมื่อเสียค่าธรรมเนียม โดยไม่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจหรือหนังสือยินยอมจากเจ้าของกิจการ (หนังสือที่ พณ 0805.05/189 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552)
ตัวอย่าง ถ้าจะโอนเงินก้อนใหญ่ให้ร้านที่ไม่เคยซื้อด้วย คุณเดินไปที่สำนักงานทะเบียนพาณิชย์ในเขตที่ร้านนั้นตั้งอยู่ แล้วขอคัดสำเนาเอกสารการจดทะเบียนของเขาได้เลย โดยเขาไม่ต้องยินยอม
แหล่งอ้างอิง
- ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดพาณิชยกิจที่ผู้ประกอบพาณิชยกิจต้องจดทะเบียนและพาณิชยกิจที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 พ.ศ. 2567 ข้อ 3, 4, 5, 6, 7, 8 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 141 ตอนพิเศษ 152 ง หน้า 6-7 วันที่ 4 มิถุนายน 2567) (สำเนา)
- คู่มือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สำเนา)
- คำชี้แจงเพิ่มเติม ประกาศกระทรวงพาณิชย์ฯ พ.ศ. 2567 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สำเนา)
- ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจต้องจดทะเบียนพาณิชย์ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2553 ข้อ 4 และข้อ 5 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอนพิเศษ 151 ง หน้า 19-21 วันที่ 29 ธันวาคม 2553) (สำเนา)
- พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 มาตรา 5, 11, 13, 14, 15, 18, 19, 20, 21 และอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติ (สำเนา)
- พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 27 และมาตรา 51/1 — ฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไม่มีในระบบสืบค้นออนไลน์ อ้างจากฉบับรวมแก้ไขที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเผยแพร่ (สำเนา)
- กฎกระทรวงกำหนดการซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ถือว่าเป็นตลาดแบบตรง พ.ศ. 2561 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 96 ก หน้า 1-2 วันที่ 20 พฤศจิกายน 2561)
- คำชี้แจงการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า — ยังหาไฟล์ต้นฉบับจากเว็บของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่พบ
- ข้อหารือเกี่ยวกับการจดทะเบียนพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สำเนา)
- คำขอและเอกสารประกอบการจดทะเบียนพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- แบบ ทพ. คำขอจดทะเบียนพาณิชย์ · รายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต์ · หนังสือมอบอำนาจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- คู่มือสำหรับประชาชน การจดทะเบียนพาณิชย์ (ตั้งใหม่) กรณีผู้ขอจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดา — คู่มือสำหรับประชาชนออกโดยหน่วยงานที่รับจดทะเบียนแต่ละแห่ง เราไล่หาจากหน้าคู่มือ หน้าดาวน์โหลดแบบฟอร์ม และหน้าคำถามที่พบบ่อยของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้วไม่พบไฟล์ จึงยังไม่ได้ตรวจจากต้นทาง
ประวัติการแก้ไข (15 รายการ)
11 ส.ค. 2569
- แก้ตัวอย่างการนับเกณฑ์ 10,000 บาทของข้อ 5(4) เดิมเขียนว่า “คนทำงานแฮนด์เมดขายเอง มีวัสดุและของพร้อมขายในบ้านรวม 15,000 บาท — เข้าข่ายข้อ 5(4) จากมูลค่าสินค้าที่ผลิตได้” ซึ่งนับมูลค่าวัสดุรวมเข้าไปด้วย ทั้งที่ตัวบทข้อ 5(4) ใช้คำว่ามีสินค้าที่ผลิตได้ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ผู้ที่อ่านฉบับเดิมแล้วรวมมูลค่าวัสดุที่ยังไม่ได้แปรรูปเข้าไปด้วย อาจสรุปว่าตนเข้าเกณฑ์ต้องจดทั้งที่ยังไม่เข้า ฉบับปัจจุบันเปลี่ยนตัวอย่างเป็นสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้ว 12,000 บาท และเขียนกำกับว่าผ้าและอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้เย็บ ตัวบทไม่ได้ให้นับรวม
- เขียนมาตรา 15 ใหม่ให้ครบสามวรรค เดิมเขียนรวมเป็นประโยคเดียวว่า “ให้จัดทำป้ายชื่อ…ไว้หน้าสำนักงานภายใน 30 วันนับแต่วันจดทะเบียน เขียนเป็นอักษรไทยที่อ่านง่ายชัดเจน และตรงกับชื่อที่จดทะเบียน” ซึ่งตกข้อความว่าต้องติดป้ายที่สำนักงานสาขาด้วย ตกว่าจะมีอักษรต่างประเทศด้วยก็ได้ และตกว่าถ้าเป็นสำนักงานสาขาต้องมีคำว่า สาขา ไว้ด้วย
- แก้ข้อความเรื่องเอกสารกรณีพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เดิมเขียนว่า “มีเอกสารเพิ่มสองอย่าง คือเอกสารแนบแบบ ทพ. ที่ระบุรายละเอียดเว็บไซต์ และเอกสารการจดโดเมนเนมที่แสดงว่าเป็นเจ้าของโดเมน” ที่ถูกคือเอกสารการจดโดเมนเนมเป็นเอกสารประกอบการขอเครื่องหมาย DBD Registered ตามคู่มือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่ใช่เอกสารประกอบการจดทะเบียนพาณิชย์ ซึ่งคำแนะนำจดทะเบียนตั้งใหม่ระบุแบบพิมพ์เพิ่มไว้เพียงรายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต์รายการเดียว
- เขียนหัวข้อเอกสารประกอบใหม่ตาม “คำขอและเอกสารประกอบการจดทะเบียนพาณิชย์” ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และใส่ลิงก์ดาวน์โหลดแบบพิมพ์ เดิมเขียนว่า “สำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง” ซึ่งเอกสารของกรมฯ ระบุให้ “แสดงทะเบียนบ้านต่อนายทะเบียน” และเดิมเขียนว่ากรณีไม่ได้เป็นเจ้าบ้านต้องแนบ “สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ให้ความยินยอม” ซึ่งที่ถูกคือ “เอกสารสิทธิ์ของผู้ให้ความยินยอม” อันเป็นคนละฉบับ ทั้งสองจุดทำให้ผู้เตรียมเอกสารตามฉบับเดิมอาจถูกปฏิเสธที่เคาน์เตอร์ นอกจากนี้เดิมระบุสำเนาบัตรประชาชนเป็นเอกสารที่ต้องใช้เสมอ ทั้งที่ใช้เฉพาะกรณีมอบอำนาจ
- ตรวจรายการเอกสารประกอบการขอเครื่องหมาย DBD Registered กับคู่มือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยืนยันว่ารายการเดิมถูกต้อง และเพิ่มรายการที่สี่กับเงื่อนไขชื่อผู้จดโดเมนเนม
- เพิ่มหัวข้อว่าผู้ที่ขายผ่านเพจเฟซบุ๊กหรือไลน์อย่างเดียวขอเครื่องหมาย DBD Registered ไม่ได้ เพราะกรมฯ อนุญาตเฉพาะร้านค้าที่เป็นเว็บไซต์และมีโดเมนเนมของตนเอง พร้อมคำเตือนเรื่องการนำเครื่องหมายไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
- เปลี่ยนคำกำกับรายการตัวอย่างเว็บไซต์ที่เข้าข่ายและไม่เข้าข่าย จากเดิมที่เขียนว่า “ยังใช้เป็นแนวเข้าใจได้” เป็นระบุให้ชัดว่าหาไฟล์ต้นฉบับจากเว็บของกรมฯ ไม่พบ จึงยังไม่ได้ตรวจจากต้นทาง
- ตัดตัวอย่าง “ผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานผ่านเพจเฟซบุ๊ก — ไม่ต้องจด เพราะรับเหมาก่อสร้างไม่อยู่ในบังคับ” ออก เพราะขัดกับข้อ 5(5) ซึ่งบทความนี้ยกมาเองว่าใช้คำว่า “การซื้อขายสินค้าหรือบริการ” ธุรกิจบริการที่ตกลงซื้อขายกันผ่านอินเทอร์เน็ตจึงอาจต้องจดทะเบียน และเพิ่มย่อหน้าข้อควรระวังแทน
- ตัดข้อความ “เช่นเดียวกับการรับจ้างทำของ บริการซัก อบ รีด และการรับจ้างขนส่งทั่วไป” ที่ต่อท้ายการอ้างหนังสือ พณ 0805.02/1515 ออก เพราะข้อความส่วนนี้ไม่ได้อยู่ในหนังสือฉบับดังกล่าว และเพิ่มคำกำกับว่าคำวินิจฉัยนั้นอ้างประกาศ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2553 ซึ่งถูกยกเลิกแล้วโดยข้อ 3(2) ของประกาศ พ.ศ. 2567
- 10–11 ส.ค. 2569 — กำกับที่มาของวันที่ 5 มิถุนายน 2567 ว่าเป็นวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามข้อ 2 และคำชี้แจงเพิ่มเติมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุวันที่นี้ไว้ตรงกัน เดิมระบุวันที่นี้ลอย ๆ ทำให้อ่านเหมือนเป็นวันที่ที่พิมพ์อยู่ในตัวประกาศ
10 ส.ค. 2569
- ทานตัวเลขกับตัวบทฉบับจริง แก้ค่าธรรมเนียมคัดสำเนาและรับรองสำเนาจาก 50 บาท เป็น 30 บาท เพิ่มรายการค่าธรรมเนียมจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ ครั้งละ 20 บาท ซึ่งเดิมตกหล่น และแยกมาตรา 14 วรรคสองกับวรรคสามออกจากกัน เดิมรวมเรื่องขอใบแทนไว้ในวรรคสามซึ่งไม่ถูกต้อง
- เพิ่มโทษของการไม่จดทะเบียนตลาดแบบตรงตามมาตรา 51/1 เดิมหัวข้อนี้ระบุเฉพาะหน้าที่จดทะเบียนและเกณฑ์ยกเว้น โดยไม่ได้บอกผลของการไม่จด
- เพิ่มหมายเหตุว่ามาตรา 19 และ 20 เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2566 เดิมหัวข้อบทลงโทษระบุเฉพาะอัตราตามตัวบทโดยไม่ได้กล่าวถึงระบอบพินัย
- เขียนหัวข้อตลาดแบบตรงใหม่ทั้งหัวข้อ เพิ่มเกณฑ์ยกเว้นสี่กลุ่มตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2561 เดิมเขียนเพียงว่าผู้ขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ควรตรวจสอบว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ โดยไม่ได้ระบุเกณฑ์
9 ส.ค. 2569
- เผยแพร่ครั้งแรก
บทความนี้เรียบเรียงจากตัวบทกฎหมายและเอกสารราชการที่อ้างถึง ณ วันที่ระบุด้านบน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาตรวจสอบกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ในพื้นที่ก่อนดำเนินการ