ไม่จดทะเบียนพาณิชย์ โทษเท่าไหร่ ปรับจริงไหม

อัปเดตล่าสุด: 11 สิงหาคม 2569
อ้างอิง: พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 มาตรา 11, 14, 15, 16, 17, 19, 20, 21 และข้อหารือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

สรุป

ไม่จดทะเบียนพาณิชย์ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท และวันละไม่เกิน 100 บาทจนกว่าจะไปจด ตัวเลขนี้เป็นอัตราตามตัวบท ซึ่งเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยแล้วตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2566

แต่กฎหมายฉบับนี้มีบทลงโทษถึงสามมาตรา ไม่ใช่มาตราเดียว และมาตราที่หนักที่สุดมีโทษจำคุกด้วย ซึ่งแทบไม่มีใครพูดถึง

ถ้ายังไม่แน่ใจว่ากิจการของตัวเองต้องจดทะเบียนพาณิชย์หรือไม่ ตอบเช็กลิสต์สี่ข้อที่ กิจการแบบไหนไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ก่อน เพราะถ้ากิจการไม่อยู่ในรายการที่ต้องจด บทลงโทษในหน้านี้ก็ไม่ใช้กับคุณ

มาตรา 19 — โทษของการไม่จด

มาตรา 19 กำหนดโทษไว้สามกรณี

  1. ไม่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้
  2. แสดงรายการเท็จ
  3. ไม่มาให้นายทะเบียนสอบสวน ไม่ยอมให้ถ้อยคำ หรือไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบตามมาตรา 17

ทั้งสามกรณีมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และเฉพาะกรณีที่ 1 ซึ่งเป็นความผิดต่อเนื่อง ให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

จุดที่คนมองข้าม คือค่าปรับรายวันไม่ได้หยุดเองเมื่อครบจำนวน มันเดินไปเรื่อยจนกว่าจะไปจด ถ้าค้างไว้หนึ่งปี ตัวเลขทางทฤษฎีคือหลักหมื่น

มาตรา 20 — โทษที่ไม่มีใครรู้ว่ามี

จดทะเบียนแล้วยังมีหน้าที่ต่ออีกสองอย่าง และถ้าไม่ทำก็มีโทษ

มาตรา 14 วรรคสาม กำหนดให้แสดงใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ที่สำนักงานในที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่าย

มาตรา 15 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าเมื่อได้จดทะเบียนพาณิชย์แล้ว ให้จัดให้มีป้ายชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจไว้ที่หน้าสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขาโดยเปิดเผย ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้จดทะเบียน

วรรคสองกำหนดว่าป้ายชื่อนี้ให้เขียนเป็นอักษรไทย อ่านได้ง่ายและชัดเจน และจะมีอักษรต่างประเทศด้วยก็ได้ ไม่ว่าจะกระทำบนแผ่นไม้ แผ่นโลหะ แผ่นกระจก กำแพง หรือผนัง

วรรคสามกำหนดว่าชื่อในป้ายก็ดี ในเอกสารใด ๆ ก็ดี ต้องใช้ให้ตรงกับชื่อที่จดทะเบียนไว้ และถ้าเป็นสำนักงานสาขาต้องมีคำว่า สาขา ไว้ด้วย

ถ้าละเลยข้อใดข้อหนึ่ง มาตรา 20 กำหนดโทษปรับไม่เกิน 200 บาท และในกรณีความผิดต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 20 บาท

มาตรานี้เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2499 ซึ่งยังไม่มีร้านออนไลน์ คนขายออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้านจึงควรสอบถามนายทะเบียนในพื้นที่ว่าต้องปฏิบัติอย่างไร

มาตรา 21 — โทษหนักสุด มีจำคุก

มาตรา 16 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง จำนวนไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเจ็ดคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง มีหน้าที่พิจารณาและให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีในการถอนใบทะเบียนพาณิชย์ของผู้ประกอบพาณิชยกิจซึ่งกระทำการฉ้อโกงประชาชน ปนสินค้าโดยเจตนาทุจริต ปลอมสินค้า หรือกระทำการทุจริตอื่นใดอย่างร้ายแรงในการประกอบพาณิชยกิจ และเมื่อรัฐมนตรีได้รับคำแนะนำแล้ว รัฐมนตรีจะถอนใบทะเบียนพาณิชย์ก็ได้ อำนาจถอนใบทะเบียนจึงอยู่ที่รัฐมนตรี ไม่ใช่นายทะเบียน

ถ้าถูกสั่งถอนแล้วยังประกอบกิจการต่อ มาตรา 21 กำหนดโทษ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

นี่คือโทษเดียวในกฎหมายฉบับนี้ที่มีการจำคุก

แล้วในทางปฏิบัติ โดนปรับจริงไหม

คำถามที่คนอยากรู้จริง ๆ คือมีคนโดนไหม

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเคยวินิจฉัยไว้ว่า นายทะเบียนไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ ต้องรวบรวมข้อเท็จจริงแล้วร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (หนังสือที่ พณ 0805/2082 ลงวันที่ 4 กันยายน 2552)

คำวินิจฉัยนั้นใช้กับมาตรา 19 และมาตรา 20 ไม่ได้แล้ว พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 39 กำหนดให้ความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1 เป็นความผิดทางพินัยตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2566 และบัญชี 1 ลำดับที่ 72 คือมาตรา 19 และมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499

ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีอำนาจปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 พ.ศ. 2566 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 256 ง หน้า 5 วันที่ 16 ตุลาคม 2566) ข้อ 2 กำหนดให้ข้าราชการต่อไปนี้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัย เฉพาะในท้องที่ของตน

  1. ข้าราชการกรุงเทพมหานครตั้งแต่ระดับชำนาญการขึ้นไป
  2. พนักงานเมืองพัทยาตั้งแต่ระดับชำนาญการขึ้นไป
  3. พนักงานเทศบาลตั้งแต่ระดับชำนาญการขึ้นไป
  4. พนักงานส่วนตำบลตั้งแต่ระดับชำนาญการขึ้นไป

แปลว่าสำหรับมาตรา 19 และมาตรา 20 กระบวนการไม่ใช่การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนอีกต่อไป เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในระดับที่กำหนดปรับเป็นพินัยได้เองในท้องที่ของตน ส่วนมาตรา 21 ซึ่งมีโทษจำคุกด้วย ไม่เข้าระบอบพินัย ยังเป็นความผิดอาญาตามเดิม

อัตราไม่ได้เปลี่ยน มาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาเดิมเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย ตัวบทมาตรา 19 และมาตรา 20 ฉบับปัจจุบันจึงเขียนไว้ว่าต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 2,000 บาท และวันละไม่เกิน 100 บาท กับไม่เกิน 200 บาท และวันละไม่เกิน 20 บาท ตามลำดับ ซึ่งเท่ากับอัตราเดิมทุกตัว สิ่งที่เปลี่ยนคือวิธีดำเนินการและตัวผู้มีอำนาจ ไม่ใช่จำนวนเงิน

ส่วนความเสี่ยงที่แท้จริงของการไม่จด มักไม่ใช่ค่าปรับ แต่เป็นเรื่องอื่น

ความเสียหายจริงมักไม่ใช่ค่าปรับ

  • ขอสินเชื่อธุรกิจกับธนาคารไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐานการประกอบกิจการ
  • สมัครขายกับแพลตฟอร์มหรือลูกค้าองค์กรบางรายไม่ผ่าน เพราะเขาขอเอกสารจดทะเบียน
  • ขอเครื่องหมาย DBD Registered ไม่ได้ เพราะคู่มือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุให้ใช้สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์เป็นเอกสารประกอบ
  • เวลามีข้อพิพาทกับลูกค้าหรือคู่ค้า ไม่มีหลักฐานยืนยันตัวตนของกิจการ

ไม่จดมานานแล้ว ตอนนี้จะไปจดได้ไหม

ได้ และควรทำ

กรณีที่เปิดกิจการมานานแล้วแต่ไม่ได้ยื่นภายใน 30 วันตามมาตรา 11 วรรคสอง โดยทั่วไปนายทะเบียนจะขอ หนังสือชี้แจง เพิ่มเติมพร้อมเอกสารปกติ ทั้งนี้เอกสาร “คำขอและเอกสารประกอบการจดทะเบียนพาณิชย์” ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่ได้ระบุหนังสือชี้แจงไว้เป็นรายการเอกสาร ข้อความนี้จึงเป็นแนวปฏิบัติที่เรายังไม่พบเอกสารรองรับ

การไปจดเองย่อมดีกว่าปล่อยไว้ เพราะค่าปรับรายวันตามมาตรา 19 คิดจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

เอกสารและขั้นตอนการยื่นดูได้ที่ ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม 2569

จดแล้วต้องเสียภาษีเพิ่มไหม

ไม่ การจดทะเบียนพาณิชย์ไม่ได้สร้างภาระภาษีใหม่ เพราะหน้าที่เสียภาษีเงินได้เกิดจากการมีรายได้ตามประมวลรัษฎากร อ่านรายละเอียดได้ที่ ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม 2569

แหล่งอ้างอิง

ประวัติการแก้ไข (4 รายการ)

11 ส.ค. 2569

  • เขียนมาตรา 15 ใหม่ให้ครบสามวรรค เดิมเขียนรวมเป็นประโยคเดียวว่า “ให้จัดทำป้ายชื่อ…ไว้หน้าสำนักงานภายใน 30 วันนับแต่วันจดทะเบียน เขียนเป็นอักษรไทยที่อ่านง่ายชัดเจน และตรงกับชื่อที่จดทะเบียน” ซึ่งตกข้อความว่าต้องติดป้ายที่สำนักงานสาขาด้วย ตกว่าจะมีอักษรต่างประเทศด้วยก็ได้ และตกว่าถ้าเป็นสำนักงานสาขาต้องมีคำว่า สาขา ไว้ด้วย
  • ตรวจข้อความเรื่องเครื่องหมาย DBD Registered กับคู่มือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยืนยันว่าคู่มือระบุให้ใช้สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์เป็นเอกสารประกอบจริง

10 ส.ค. 2569

  • ทานกับตัวบทฉบับจริง แก้มาตรา 16 ซึ่งเดิมเขียนว่านายทะเบียนมีอำนาจสั่งถอนใบทะเบียนพาณิชย์ ที่ถูกคือคณะกรรมการให้คำแนะนำและรัฐมนตรีเป็นผู้ถอน และระบุอัตราค่าปรับเป็นพินัยได้ครบแล้วว่าเท่ากับอัตราเดิม เดิมเขียนว่ายังตรวจบัญชี 1 ไม่ได้
  • เผยแพร่ครั้งแรก

บทความนี้เรียบเรียงจากตัวบทกฎหมายและเอกสารราชการที่อ้างถึง ณ วันที่ระบุด้านบน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาตรวจสอบกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ในพื้นที่ก่อนดำเนินการ