จดทะเบียนพาณิชย์ กับ จดทะเบียนบริษัท ต่างกันยังไง เลือกอันไหนดี

อัปเดตล่าสุด: 11 สิงหาคม 2569
อ้างอิง: พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 139 ตอนที่ 69 ก หน้า 1-9 วันที่ 8 พฤศจิกายน 2565) · ประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2567 · พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 · เอกสารเผยแพร่ของกรมสรรพากร

สรุปสั้นที่สุด

สองอย่างนี้ไม่ใช่ทางเลือกแทนกัน และไม่ใช่ขั้นบันไดที่ต้องไล่จากอันเล็กไปอันใหญ่

  • จดทะเบียนพาณิชย์ คือการแจ้งว่ามีกิจการอยู่จริง เป็นหน้าที่ ถ้าเข้าเกณฑ์แล้วไม่ทำมีโทษ
  • จดทะเบียนบริษัท คือการตั้งนิติบุคคลขึ้นมาใหม่ เป็นทางเลือก ไม่ทำก็ไม่ผิด

และตั้งแต่ 5 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามข้อ 2 ของประกาศฉบับนั้น และเป็นวันที่ที่คำชี้แจงเพิ่มเติมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุไว้ตรงกัน ถ้าคุณจดบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์เลย

เข้าใจผิดข้อแรก: จดทะเบียนพาณิชย์แล้วเป็นนิติบุคคล

ไม่ใช่

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวินิจฉัยไว้ว่า ใบทะเบียนพาณิชย์ที่ออกตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 มิได้เป็นการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด (หนังสือที่ พณ 0805/2205 ลงวันที่ 18 กันยายน 2552)

จดทะเบียนพาณิชย์แล้ว คุณยังเป็นบุคคลธรรมดาเหมือนเดิม

เข้าใจผิดข้อที่สอง: ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ก่อน แล้วค่อยจดบริษัท

ไม่จำเป็น และปัจจุบันยิ่งไม่ใช่

ถ้าตั้งใจจะทำเป็นบริษัทตั้งแต่แรก จดบริษัทได้เลย ไม่ต้องผ่านทะเบียนพาณิชย์ก่อน และเมื่อเป็นนิติบุคคลแล้วก็ได้รับยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตามข้อ 4(1) ของประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2567

ตารางเทียบ

หัวข้อจดทะเบียนพาณิชย์จดทะเบียนบริษัท
ลักษณะหน้าที่ตามกฎหมายทางเลือก
สถานะทางกฎหมายยังเป็นบุคคลธรรมดาเกิดนิติบุคคลใหม่
ผู้ก่อตั้งคนเดียวได้ตั้งแต่สองคนขึ้นไป
ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน50 บาทดูอัตราจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราก้าวหน้าตามประมวลรัษฎากรนิติบุคคล มีอัตราลดหย่อนสำหรับกิจการขนาดเล็ก

ช่องที่เขียนว่าให้ดูจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพราะเรายังไม่ได้ตรวจอัตราค่าธรรมเนียมจดทะเบียนนิติบุคคลจากตัวบท จึงไม่ระบุตัวเลขไว้ที่นี่

ตั้งบริษัทได้ด้วยคนสองคน ตั้งแต่ปี 2566

มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 ยกเลิกความในมาตรา 1097 เดิม และให้ใช้ความว่า

บุคคลใด ๆ ตั้งแต่สองคนขึ้นไปจะเริ่มก่อการและตั้งเป็นบริษัทจำกัดก็ได้ โดยเข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิ และกระทำการอย่างอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้

หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุเหตุผลไว้เองว่า บทบัญญัติเดิมกำหนดจำนวนขั้นต่ำของผู้เริ่มก่อการและตั้งบริษัทจำกัดไว้สามคน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ

นี่คือที่มาของธรรมเนียมยืมชื่อญาติมาเป็นผู้ถือหุ้นคนที่สาม ซึ่งไม่จำเป็นอีกแล้ว

วันที่เริ่มใช้บังคับ มาตรา 2 กำหนดว่าพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 เมื่อนับตามถ้อยคำนี้แล้วจะตรงกับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ตัวบทไม่ได้พิมพ์วันที่ดังกล่าวไว้ เป็นการนับจากถ้อยคำในมาตรา 2

หนังสือบริคณห์สนธิมีอายุสามปี

มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน แก้ไขมาตรา 1099 กำหนดให้ทำหนังสือบริคณห์สนธิเป็นต้นฉบับไว้ไม่น้อยกว่าสองฉบับ ลงลายมือชื่อผู้เริ่มก่อการ โดยมีพยานลงชื่อรับรองด้วยสองคน และให้นำฉบับหนึ่งไปจดทะเบียน

และกำหนดว่า ถ้าการจดทะเบียนบริษัทมิได้ทำภายในสามปีนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ให้หนังสือบริคณห์สนธินั้นสิ้นผล

บทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติฉบับที่ 23 ยกเว้นไม่ให้ใช้กำหนดสามปีนี้กับหนังสือบริคณห์สนธิที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ แสดงว่าเป็นข้อกำหนดที่เพิ่มเข้ามาใหม่

สิ่งที่เปลี่ยนไปในกฎหมายบริษัท ที่คนมักไม่รู้

พระราชบัญญัติฉบับที่ 23 ยังแก้ไขอีกหลายเรื่องที่กระทบการตัดสินใจว่าจะจดบริษัทหรือไม่

  • ตราบริษัท — ตัวบทเปิดช่องว่าอาจไม่มีก็ได้ มาตรา 1128 ที่แก้ใหม่กำหนดให้ในใบหุ้นทุกใบ ให้กรรมการอย่างน้อยหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัท ถ้ามี
  • ประชุมกรรมการผ่านเทคโนโลยีได้ มาตรา 1162/1 ที่เพิ่มขึ้นใหม่ กำหนดว่าการประชุมกรรมการอาจดำเนินการโดยการติดต่อสื่อสารด้วยเทคโนโลยีอย่างหนึ่งอย่างใด โดยกรรมการไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวในที่ประชุม เว้นแต่ข้อบังคับของบริษัทจะกำหนดห้ามไว้
  • ค่าธรรมเนียมอาจต่างกันตามรูปแบบการทำธุรกรรม มาตรา 1020/1 เปิดทางให้รัฐมนตรีออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมให้แตกต่างกันได้
  • หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติระบุด้วยว่าฉบับนี้แก้เรื่องการไม่กำหนดระยะเวลาการจ่ายเงินปันผล และเพิ่มหลักการควบรวมบริษัท

ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกิจการขนาดเล็ก

ข้อมูลในหัวข้อนี้อ้างจากเอกสารที่กรมสรรพากรเผยแพร่ ไม่ได้อ้างจากราชกิจจานุเบกษา เราจึงไม่ระบุเลขเล่มและตอนไว้

พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เข้าเงื่อนไขสองข้อพร้อมกัน

  1. มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาท
  2. มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาท

มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 564 พ.ศ. 2556 ยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกินสามแสนบาทแรก

มาตรา 6(3) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 603 พ.ศ. 2559 ลดอัตราเหลือร้อยละสิบห้าสำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่เกินสามแสนบาทแต่ไม่เกินสามล้านบาท และร้อยละยี่สิบสำหรับส่วนที่เกินสามล้านบาทขึ้นไป สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป

จุดที่คนอ่านผิดบ่อย เกณฑ์ที่ใช้คือ ทุนที่ชำระแล้ว ไม่ใช่ทุนจดทะเบียนที่แจ้งไว้ตอนจดบริษัท

และจุดที่สำคัญกว่านั้น มาตรา 8 กำหนดว่าบริษัทที่จะได้รับสิทธิตามมาตรา 6 และมาตรา 7 ต้องไม่มีทุนที่ชำระแล้วเกินห้าล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชีใด และต้องไม่มีรายได้เกินสามสิบล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชีใด ถ้อยคำนี้ต่างจากที่หลายเว็บอธิบายว่าหลุดเกณฑ์เฉพาะปีที่เกิน ควรสอบถามกรมสรรพากรเพื่อความชัดเจนก่อนวางแผนภาษี

จดบริษัทแล้ว ทะเบียนพาณิชย์เดิมทำยังไง

ถ้าเป็นใบทะเบียนพาณิชย์ของนิติบุคคลเอง ไม่ต้องทำอะไร ข้อ 8 ของประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2567 กำหนดว่าใบทะเบียนพาณิชย์ที่นายทะเบียนออกให้ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด ก่อนประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ เป็นอันสิ้นผลไป

แต่ถ้าคุณจดทะเบียนพาณิชย์ในฐานะบุคคลธรรมดาไว้ แล้วต่อมาตั้งบริษัทใหม่และเลิกทำในนามบุคคล กรณีนี้เป็นคนละผู้ประกอบการกัน มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 กำหนดให้ยื่นจดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจภายใน 30 วันนับแต่วันเลิก ค่าธรรมเนียมครั้งละ 20 บาท

เรื่องที่บทความนี้ยังไม่ครอบคลุม

ความแตกต่างเรื่องความรับผิดในหนี้ระหว่างบุคคลธรรมดากับผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ แต่เรายังไม่ได้ตรวจสอบถ้อยคำจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับจริง จึงยังไม่เขียนไว้ที่นี่ และจะเพิ่มเมื่อตรวจสอบได้

เช่นเดียวกับภาระการจัดทำบัญชีและการยื่นงบการเงินของนิติบุคคล ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับ

คำถามที่พบบ่อย

จดทะเบียนการค้ากับจดทะเบียนพาณิชย์ต่างกันไหม
เป็นสิ่งเดียวกัน คนจำนวนมากเรียกว่าจดทะเบียนการค้า แต่ชื่อตามกฎหมายคือจดทะเบียนพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 เอกสารที่เราเปิดอ่านทุกฉบับใช้คำว่าพาณิชย์ รายละเอียดอยู่ใน ใบทะเบียนพาณิชย์คืออะไร ต่างจากทะเบียนการค้าไหม

จดทะเบียนพาณิชย์แล้วต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยไหม
คนละเรื่องกัน การจดภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นหน้าที่ตามประมวลรัษฎากรเมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่เกี่ยวกับการจดทะเบียนพาณิชย์

แหล่งอ้างอิง

ประวัติการแก้ไข (4 รายการ)

11 ส.ค. 2569

  • ถอนข้อความว่า “จดทะเบียนการค้าเป็นชื่อเรียกเดิม ปัจจุบันใช้คำว่าจดทะเบียนพาณิชย์” ออก เพราะเป็นข้อเท็จจริงเชิงประวัติที่เรายังไม่มีเอกสารรองรับ เปลี่ยนเป็นระบุว่าชื่อตามกฎหมายคือทะเบียนพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ คำตอบว่าเป็นสิ่งเดียวกันไม่เปลี่ยน
  • เปลี่ยนหัวข้อย่อยจาก “ตราบริษัทไม่บังคับ” เป็น “ตราบริษัท — ตัวบทเปิดช่องว่าอาจไม่มีก็ได้” เพราะมาตรา 1128 วรรคหนึ่งที่ยกมาพูดถึงการลงลายมือชื่อในใบหุ้นเท่านั้น หัวข้อเดิมสรุปกว้างกว่าตัวบทที่อ้าง

10 ส.ค. 2569

  • แก้ข้อความเรื่องอายุหนังสือบริคณห์สนธิ เดิมเขียนว่า “เดิมไม่มีกำหนดเวลา จองชื่อแล้วดองไว้กี่ปีก็ได้” ซึ่งเป็นการอ้างตัวบทเก่าจากการอนุมาน เปลี่ยนเป็นเล่าหลักฐานจากบทเฉพาะกาลแทน และเปลี่ยนการอ้างหน้าราชกิจจานุเบกษาเป็นช่วงหน้า 1-9
  • เผยแพร่ครั้งแรก

บทความนี้เรียบเรียงจากตัวบทกฎหมายและเอกสารราชการที่อ้างถึง ณ วันที่ระบุด้านบน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ทางบัญชี หรือทางภาษี กรุณาปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพหรือตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ