กิจการแบบไหนไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์

อัปเดตล่าสุด: 11 สิงหาคม 2569
อ้างอิง: พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 มาตรา 5(4) และมาตรา 7 · ประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2567 ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 141 ตอนพิเศษ 152 ง หน้า 6-7 วันที่ 4 มิถุนายน 2567) · ข้อหารือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

หลักที่ต้องเข้าใจก่อน

คนส่วนใหญ่ตั้งคำถามผิดด้าน คือถามว่ากิจการของตัวเองเข้าข่ายยกเว้นข้อไหน

ความจริงต้องถามกลับกัน — กฎหมายระบุไว้เป็นรายการปิดว่าใครต้องจด ถ้ากิจการคุณไม่อยู่ในรายการนั้น ก็ไม่ต้องจด โดยไม่ต้องไปหาข้อยกเว้นเลย

รายการปิด: ใครต้องจดบ้าง

ข้อ 5 ของประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2567 กำหนดให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจที่เป็น บุคคลธรรมดา หรือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่ประกอบพาณิชยกิจต่อไปนี้ ทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักรต้องจดทะเบียนพาณิชย์

  1. การทำโรงสีข้าว และการทำโรงเลื่อยที่ใช้เครื่องจักร
  2. การขายสินค้าไม่ว่าอย่างใด ๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ตาม คิดรวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดขายได้เป็นเงินตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป หรือมีสินค้าดังกล่าวไว้เพื่อขายมีค่ารวมทั้งสิ้นเป็นเงินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป
  3. การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนค้าต่าง ซึ่งทำการเกี่ยวกับสินค้าไม่ว่าอย่างใด ๆ และสินค้านั้นมีค่ารวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดเป็นเงินตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป
  4. การประกอบหัตถกรรมหรือการอุตสาหกรรมไม่ว่าอย่างใด ๆ และขายสินค้าที่ผลิตได้มีค่ารวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดเป็นเงินตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป หรือในวันหนึ่งวันใดมีสินค้าที่ผลิตได้มีค่ารวมทั้งสิ้นเป็นเงินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป
  5. การซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

สังเกตว่าสี่ข้อแรกวนอยู่รอบการขายสินค้าและการผลิตเพื่อขาย มีเพียงข้อ 5(5) ข้อเดียวที่พูดถึงบริการ และจำกัดเฉพาะการซื้อขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การรับจ้างหรือให้บริการนอกช่องทางนั้นจึงไม่มีข้อใดในรายการปิดรองรับ

กิจการบริการส่วนใหญ่จึงไม่ต้องจด

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเคยวินิจฉัยไว้ว่า การรับเหมาก่อสร้าง ติดตั้งงานเหล็ก ติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ ไม่อยู่ภายใต้บังคับของประกาศ จึงไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ (หนังสือที่ พณ 0805.02/1515 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2554) คำวินิจฉัยนี้อ้างประกาศกระทรวงพาณิชย์ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2553 ซึ่งถูกยกเลิกแล้วโดยข้อ 3(2) ของประกาศ พ.ศ. 2567 แต่ข้อ 5 ของฉบับใหม่ก็ไม่มีรายการรับเหมาก่อสร้างเช่นกัน

ตัวอย่าง

  • ช่างแอร์รับติดตั้งและล้างแอร์ตามบ้าน — ไม่เข้ารายการใดในข้อ 5
  • แต่ถ้าช่างแอร์คนเดียวกันเปิดขายเครื่องแอร์ด้วย — ส่วนที่ขายของนั่นแหละที่เข้าข่ายข้อ 5(2)

เส้นแบ่งคือขายของกับรับจ้าง ไม่ใช่มีรายได้หรือไม่มี โดยมีข้อยกเว้นสำคัญหนึ่งข้อ คือถ้าซื้อขายบริการกันผ่านอินเทอร์เน็ต จะกลับเข้าข้อ 5(5)

รับงานผ่านเฟซบุ๊กหรือไลน์ นับเป็นข้อ 5(5) ไหม

ข้อ 5(5) เขียนไว้ว่า “การซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต” คำว่าบริการอยู่ในข้อนี้ด้วย ไม่ได้จำกัดเฉพาะสินค้า

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวินิจฉัยว่า การขายสินค้าหรือบริการผ่าน Facebook, Instagram หรือ Line เป็นการขายโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่ทั้งนี้ต้องขายเป็นอาชีพปกติ (หนังสือที่ พณ 0806/2313 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556) คำวินิจฉัยนี้อ้างประกาศฉบับที่ 11 ซึ่งถูกยกเลิกแล้ว แต่ถ้อยคำของข้อที่ใช้อ้างยังคงอยู่ครบในประกาศ พ.ศ. 2567 ในฐานะข้อ 5(5)

ธุรกิจรับจ้างหรือให้บริการที่ตกลงซื้อขายกันผ่านอินเทอร์เน็ต จึงไม่ได้หลุดจากหน้าที่จดทะเบียนเพียงเพราะไม่ใช่การขายสินค้า

ข้อ 5(5) ยังเป็นข้อเดียวในรายการปิดที่ไม่มีเกณฑ์จำนวนเงินกำกับไว้ รายละเอียดและตัวอย่างอยู่ใน ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม 2569

แนวปฏิบัติการจดทะเบียนประกอบพาณิชยกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยแพร่ในคู่มือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ วางเส้นแบ่งไว้สองข้อที่ต้องอ่านคู่กัน

ข้อหนึ่งระบุว่า ไม่ใช่เว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือให้ข้อมูลเท่านั้น โดยไม่สามารถซื้อขายผ่านทางเว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์นั้น ๆ

อีกข้อระบุว่า การซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่านทางเว็บไซต์หรือ Social Media เช่น Facebook ที่เป็นการทำการค้าโดยปกติ ถือเป็นการซื้อขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ และนำเลขทะเบียนแสดงบนหน้าร้านค้าออนไลน์

เส้นแบ่งจึงอยู่ที่ซื้อขายกันผ่านช่องทางนั้นได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าเป็นเว็บไซต์หรือเป็นเพจ ถ้าใช้เพจเพื่อโฆษณาและให้ข้อมูลเท่านั้น แล้วไปตกลงราคาและส่งมอบงานกันนอกช่องทางนั้น ก็ไม่เข้าข่าย แต่ถ้าตกลงซื้อขายกันบนเพจหรือไลน์เป็นปกติ ก็เข้าข่ายเช่นเดียวกับเว็บไซต์

แนวปฏิบัตินี้เขียนขึ้นเมื่อครั้งประกาศฉบับที่ 11 พ.ศ. 2553 ยังใช้บังคับ แต่ถ้อยคำของข้อที่แนวปฏิบัติอธิบาย คือ “การซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต” ยังคงอยู่ครบในประกาศ พ.ศ. 2567 ในฐานะข้อ 5(5) ซึ่งเราอ่านจากหน้าราชกิจจานุเบกษาฉบับจริงแล้ว เส้นแบ่งนี้จึงยังใช้อ่านข้อ 5(5) ได้

ข้อยกเว้นตามมาตรา 7 หกกลุ่ม

นอกจากรายการปิดข้างต้น มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 ยังระบุว่าพระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่

  1. การค้าเร่ การค้าแผงลอย
  2. พาณิชยกิจเพื่อการบำรุงศาสนาหรือเพื่อการกุศล
  3. พาณิชยกิจของนิติบุคคลซึ่งได้มีพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น
  4. พาณิชยกิจของกระทรวง ทบวง กรม
  5. พาณิชยกิจของมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์
  6. พาณิชยกิจซึ่งรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ข้อที่หกคือช่องเปิด และรัฐมนตรีใช้ไปแล้ว

ข้อยกเว้นข้อที่หกไม่ได้ระบุกิจการใดไว้ แต่เปิดช่องให้รัฐมนตรีประกาศเพิ่มได้

คำปรารภของประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2567 ระบุว่าออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7(6) และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499

ข้อ 4 ของประกาศฉบับนั้นจึงคือการใช้ช่องเปิดนี้ โดยยกเว้น

  1. พาณิชยกิจซึ่งผู้ประกอบพาณิชยกิจเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัดที่เป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด
  2. พาณิชยกิจซึ่งผู้ประกอบพาณิชยกิจเป็นกลุ่มเกษตรกรที่จดทะเบียนจัดตั้งตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2547

ประกาศฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 4 มิถุนายน 2567 และข้อ 2 กำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ซึ่งเมื่อนับตามถ้อยคำนี้แล้วตรงกับวันที่ 5 มิถุนายน 2567 ตัวประกาศไม่ได้พิมพ์วันที่ดังกล่าวไว้ แต่คำชี้แจงเพิ่มเติมที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยแพร่ พิมพ์ไว้ตรง ๆ ว่ามีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป

เมื่ออ่านมาตรา 7 กับข้อ 4 ต่อกัน จะเห็นโครงสร้างทั้งระบบ คือกฎหมายแม่ยกเว้นไว้ห้ากลุ่มและเปิดช่องไว้หนึ่งช่อง แล้วรัฐมนตรีใช้ช่องนั้นยกเว้นนิติบุคคลกับกลุ่มเกษตรกรเพิ่ม

ผลของข้อ 4 ต่อนิติบุคคลที่เคยจดทะเบียนพาณิชย์ไว้ก่อน อยู่ใน บริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัด ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์แล้ว

การค้าเร่ ไม่ได้แปลว่าขายของนอกบ้าน

ข้อยกเว้นเรื่องการค้าเร่เป็นจุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวินิจฉัยกรณีผู้ขายเทปและซีดีที่ย้ายที่จำหน่ายเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ ไม่มีหลักแหล่งถาวร ว่าสถานที่ซึ่งใช้ประกอบพาณิชยกิจไม่มีที่ตั้งเป็นประจำตำแหน่งแห่งที่ จึงเป็นการค้าเร่ตามมาตรา 7(1) ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ (หนังสือที่ พณ 0805/2611 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2552)

แต่ผู้ที่จัดสินค้าไปขายนอกสถานที่ตั้งเป็นประจำ ณ สถานที่ใด ๆ เช่น ตลาดนัด ไม่ถือว่าเป็นการค้าเร่หรือแผงลอย ให้ถือว่าสถานที่นั้นเป็นสถานที่ประกอบพาณิชยกิจ และมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ (หนังสือที่ พณ 0805/0732 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2552)

ตัวอย่าง

  • พ่อค้าที่ขับรถขายของไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ไม่ซ้ำที่ — เข้าข่ายการค้าเร่ ไม่ต้องจด
  • แม่ค้าที่ลงตลาดนัดวันจันทร์ที่เดิมทุกสัปดาห์ — ไม่ใช่การค้าเร่ ต้องจด

เส้นแบ่งอยู่ที่ความประจำของสถานที่ ไม่ใช่การมีหรือไม่มีหลังคา

ขายเล็กน้อยจริง ๆ

นอกจากรายการปิดและข้อยกเว้น ยังมีเงื่อนไขจากนิยามในตัวพระราชบัญญัติ

มาตรา 5(4) นิยาม “ผู้ประกอบพาณิชยกิจ” ว่าหมายถึงบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งประกอบพาณิชยกิจ เป็นอาชีพปกติ

คำวินิจฉัยเรื่องการขายผ่านโซเชียลที่อ้างถึงข้างต้นก็ย้ำหลักนี้ไว้ ว่าต้องขายเป็นอาชีพปกติ (หนังสือที่ พณ 0806/2313 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556)

การขายของใช้ในบ้านทิ้งเป็นครั้งคราวจึงไม่เข้าข่าย

เช็กลิสต์สี่ข้อ

ตอบสี่ข้อนี้ตามลำดับ

  1. เป็นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน หรือบริษัทมหาชนจำกัดไหม — ถ้าใช่ จบ ไม่ต้องจด
  2. อยู่ในหกกลุ่มตามมาตรา 7 ไหม เช่นการค้าเร่ การค้าแผงลอย มูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ — ถ้าใช่ จบ
  3. กิจการเข้ารายการใดในข้อ 5 ทั้งห้าข้อไหม — ถ้าไม่เข้าเลย ไม่ต้องจด อย่าลืมว่าข้อ 5(5) ครอบคลุมทั้งสินค้าและบริการที่ซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต
  4. ทำเป็นอาชีพปกติไหม — ถ้าไม่ใช่ ไม่ต้องจด

ถ้ายังไม่แน่ใจ สอบถามได้ที่สำนักงานเขต เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่

แหล่งอ้างอิง

ประวัติการแก้ไข (2 รายการ)

11 ส.ค. 2569

  • เขียนหัวข้อเส้นแบ่งการรับงานผ่านเฟซบุ๊กหรือไลน์ใหม่ทั้งหัวข้อ จากเดิมที่ระบุว่ากรณีนี้ยังไม่ชัด เปลี่ยนเป็นเส้นแบ่งตามแนวปฏิบัติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คือดูว่าซื้อขายกันผ่านช่องทางนั้นได้หรือไม่ พร้อมอธิบายว่าเหตุใดแนวปฏิบัติที่อิงประกาศฉบับเดิมยังใช้อ่านข้อ 5(5) ได้
  • เผยแพร่ครั้งแรก

บทความนี้เรียบเรียงจากตัวบทกฎหมายและเอกสารราชการที่อ้างถึง ณ วันที่ระบุด้านบน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาตรวจสอบกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ในพื้นที่ก่อนดำเนินการ